10 พฤษภาคม 2555

คุณยายคาลิฟอร์เนีย: ถ้ารัฐบาลไม่พยายามที่จะผ่อนปรนบรรยากาศแห่งความกลัว ผลที่จะตามมาอาจจะเลวร้ายยิ่ง

10 พฤษภาคม 2555
โดยคุณยายเสื้อแดงแห่งคาลิฟอร์เนีย
พากษ์ไทย โดยไทย อีนิวส์

"กลับบ้านเราเถอะนะ ตอนนี้เขาปล่อยตัวลื้อแล้ว" ที่คุณรสมาลินพูดกับศพอากง ทำเอายายน้ำตาไหล ยายร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดเมื่ออ่านข่าวเกี่ยวกับการตายของเขา ไม่ใช่เพียงเพื่ออากง แต่ร้องไห้ให้กับคนไทยทุกคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เมฆหมอกแห่งความกลัว โดยไม่รู้ว่าจะถึงตาตัวเองเมื่อไร การพูดผิดคำเดียว เดินผิดครั้งเดียว อาจจะส่งคุณเข้าคุกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้

" Ar Gong, they let you go, you can come home now", those words from Rosmalin ,Ar Gong's wife, brought tears into my eyes. I cried my heart out when I read about his death,not only for Ar Gong but for all Thai citizen who still live under the cloud of fear,never know when it will be their turn, one wrong word, one wrong move could send you to jail for Lese-majesty.

คุณไว้ใจใครไม่ได้ ไม่ว่าเพื่อน ญาติหรือเพื่อนบ้าน ต่างก็สามารถรายงานคุณให้ตำรวจได้ทุกเวลาที่ต้องการ โดยไม่ต้องมีเหตุผล เพียงเพื่อตำแหน่งและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มันเศร้าเหลือเกินที่เห็นประเทศที่รักของยายกลายเป็นดินแดนแห่งความกลัวเช่นนี้

You cannot even trust your friends, relatives or your neighbours who could report you to the authority any time they want for no reasons but for their own gain in their career or position. It is sad to see my beloved country has turned into the land of fear.

เจ้าหน้าที่รัฐดูเหมือนจะไม่เข้าใจเลยว่า คำว่า รักและความเคารพ จำเป็นต้องเกิดขึ้นมาเองจากใจ ไม่ใช่ด้วยกฎหมายที่หมายข่มและด้วยการจองจำ

The authority don't seem to understand that .love and respect. have to come freely from the hearts not by harsh laws and imprisonment.

ความตายของอากงได้ปลุกให้คนไทยหลายล้านคนทั่วประเทศได้ตื่นรู้ถึงอำนาจแห่งมนตรา 112 ที่สามารถทำลายชีวิตพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

The death of Ar Gong has raised the awareness of millions of Thais throughout the country of the power of Mattra 112 that could easily ruin their lives.

คุณยิ่งลักษณ์ และคณะรัฐบาลของเธอควรจะรู้ว่าความรู้สึกของประชาชนที่อยู่บนความไม่ไว้วางใจและในความหวาดกลัวสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความขมขื่นและคับแค้น ... ถ้ารัฐบาลไม่พยายามที่จะผ่อนปรนบรรยากาศแห่งความกลัว ผลที่จะตามมาอาจจะเลวร้ายยิ่ง

Kun Yingluck and her government should be aware of the people's feeling of distrust and fear that could turn into bitterness and resentment...if the government do not try to calm their fear, the result could be devastated.

ตัวคุณยายเองได้อาศัยอยู่ในประเทศที่เสรีภาพและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ยายก็มีอิสระที่จะเลือกว่าจะลงคะแนนให้ใครระหว่างโอบามา กับ มิทท์ รอมเนย์ ลูกชายของยายก็สามารถจะเลือกใครได้ได้ที่เขาอยากจะเลือก ยายหวังว่าในเวลาในไม่ช้านาน คนไทยจะมีเสรีภาพเช่นเดียวกันนี้ และมีสิทธิพิเศษต่างๆ เช่นที่ยายมีในสหรัฐอเมริกา

I myself live in a free country and in secured environments. In the coming election, I am free to vote for Obama or Mitt Romney, my sons can vote for anybody they want . I hope that one of these days Thai people will have the same freedom and privilege as I have in USA.

ขอให้ทุกคนโชคดี
คุณยาย

Goodluck to you all,
Kun Yai ka.


คุณยายศรีลัดดา ขณะนี้อายุ 89 ปี อยู่อาศัยในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

สมัยยังสาวๆเคยทำงานด้านการบินที่กรุงเทพฯเป็นเวลา 21 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯในปีพ.ศ.2515 จนปัจจุบันร่วมๆ 39 ปีแล้ว

สมัย อยู่เมืองไทยครอบครัวของคุณยายศรีลัดดาเป็นชาวพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดสมาชิกในครอบครัวเคยลงสมัครส.ส.ของพรรคเก่าแก่นี้ ในช่วงที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็นผู้นำพรรคอยู่ แต่เวลานี้คุณยายบอกว่าน่าเศร้าใจและผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ ช่างน่าละอายใจกับพรรคที่เคยมีเกียรติคุณชื่อเสียงกลับมามีพฤติกรรมฉ้อฉลใน ตอนนี้

ปัจจุบันนี้คุณยายอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมกับแมวตัวหนึ่งชื่อ จัสมิน(ชื่อ ไทยๆว่า"ดอกมะลิ") และไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะเมื่อ 3 ปีก่อนได้หัดใช้อินเตอร์เน็ต แล้วก็ใช้อินเตอร์เน็ตติดตามข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยได้คล่อง ตอนนี้คุณยายดีใจมากเลยที่ได้ใช้อินเตอร์เน็ตท่องโลก

ตอนนี้ อินเตอร์เน็ตก็ทำให้คุณยายสามารถคุยกับลูกสาวและลูกเขยที่พำนักอาศัย อยู่ในฝรั่งเศส รวมทั้งหลานๆในเยอรมนี และเพื่อนๆในอเมริกาได้อย่างสบาย

แน่นอนว่ารวมถึงข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยด้วย

ทักทายคุณยายได้ที่เฟซบุ๊คhttp://www.facebook.com/profile.php?id=100003144528684

ไขความจริงอีกครึ่ง ไล่ลำดับการประกันตัว ‘อากง’ ตั้งแต่ต้นจนจบ

10 พฤษภาคม 2555
ที่มา ประชาไท

วันนี้ (9 พ.ค.55) เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานกรณีอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ชี้แจงเกี่ยวกับ “อากง” หรือนายอำพล ผู้ต้องขังส่งเอสเอ็มเอสหมิ่นเบื้องสูง หลังมีความเคลื่อนไหวชูป้ายทวงถามว่า “ใครฆ่าอากง” ระบุ คดีถึงที่สุดแล้ว เหตุจำเลยถอนอุทธรณ์เพื่อขอถวายฎีกา จึงไม่อาจยื่นประกันได้ แนะอัยการยื่นไต่สวนชันสูตรศพ

โดยทีมข่าวอาชญากรรม ไทยรัฐออนไลน์รายงานคำชี้แจงของนายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาว่า คดีนี้ศาลอาญามีคำพิพากษาไปแล้ว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ จำเลยได้ยื่นประกันตัวชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลอาญาส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง แต่ระหว่างการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยได้ขอถอนอุทธรณ์ประมาณเดือนมีนาคม 2555 โดยตนทราบจากข่าวว่า จำเลยโดยทนายความประสงค์จะใช้สิทธิ์ยื่นถวายฎีกาเพราะจะถวายได้ต่อเมื่อคดี ต้องถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อคดีถึงที่สุด ก็ไม่อาจยื่นประกันตัวอีกได้ ถึงยื่นประกันก็คงไม่ได้ประกันเนื่องจากคดีไม่ได้ค้างพิจารณาอยู่ในศาล ยุติธรรม

อธิบดีศาลอาญา กล่าวว่า ดังนั้น ตัวนายอำพลจึงอยู่ในการควบคุมของราชทัณฑ์ ซึ่งมีการรักษาพยาบาลของเขาอยู่แล้ว หากจะนำตัวมารักษาข้างนอกก็อาจทำได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ควบคุม ต่อมาเมื่อนายอำพลเสียชีวิตไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ก็ถือว่าตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน ซึ่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150-156 กำหนดให้อัยการยื่นคำร้องไต่สวนชันสูตรพลิกศพ เพื่อหาสาเหตุการตาย ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาคดีนี้ในศาลอาญาอีกครั้ง.

คำชี้แจงจากทนายจำเลย
ด้านพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายจำเลยได้ชี้แจงเรื่องนี้ในเฟซบุ๊คส่วนตัวระบุว่า “ทนายความจำเลยขอชี้แจงเพิ่มเติมว่าในการขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ซึ่งเป็นสองครั้งสุดท้ายก่อนมีการขอถอนอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2555 นั้น

1.ทนายความได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวไปยังศาลอาญา ศาลอาญาให้ส่งเรื่องไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพร้อมกับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 "พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีกับพยานหลักฐานที่ศาล ชั้นต้นได้พิจารณาแล้วนับว่าร้ายแรง ประกอบกับข้อที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยังไม่มีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด หากให้ปล่อยตัวชั่วคราวไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะไม่หลบหนี และที่จำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วยไม่ปรากฏว่าถึงขนาดจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต ได้ ทั้งทางราชการก็มีโรงพยาบาลที่จะรองรับให้การรักษาจำเลยได้อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องและแจ้งเหตุการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้จำเลยและผู้ขอประกัน ทราบโดยเร็วรายละเอียดปรากฏตาม "http://www.prachatai3.info/journal/2012/02/39377

2.ต่อจากนั้นทนายความได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์ขอปล่อยตัวชั่วคราวไปยัง ศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 "พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องร้ายแรงประกอบกับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยถึง 20 ปี หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างความป่วยเจ็บนั้นเห็นว่า จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวชอบแล้ว ยกคำร้อง" รายละเอียดปรากฏตาม http://www.flickr.com/photos/78114750@N07/7158608810/

นับแต่วันฟ้องคดี 18 มกราคม 2554 จนถึงวันที่ขอถอนอุทธรณ์วันที่ 3 เมษายน 2555 รวมศาลชั้นต้นยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำนวน 4 ครั้ง ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องจำนวน 3 ครั้ง และศาลฎีกายกคำร้องจำนวน 1 ครั้ง

จำเลยยื่นอุทธรณ์ด้วยความหวังว่าจะได้รับการปล่อยตัวระหว่างพิจารณาคดี แต่เมื่อไม่ได้รับสิทธิดังกล่าวทำให้จำเลยต้องต่อสู้คดีในเรือนจำเป็นระยะเวลานานประกอบกับมีปัญหาสุขภาพ จำเลยจึงใช้สิทธิถอนอุทธรณ์และเตรียมขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้ได้รับอิสรภาพโดยเร็วที่สุด

ประเด็นที่อธิบดีศาลพยายามชี้แจงคือ ณ ห้วงเวลาที่อากงเจ็บป่วยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จำเลยไม่มีสิทธิยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลแล้ว เป็นหน้าที่ราชทัณฑ์ แต่คำถามคือ แล้วการยื่นคำร้องขอปล่อยตัว ทั้งแปดครั้งที่ผ่านมาศาลไม่มีโอกาสในการสั่งอนุญาตหรือ พฤติการณ์ใดของจำเลยที่แสดงว่าจำเลยจะหลบหนีหรือ ในเมื่อวันที่สั่งฟ้องจำเลยเดินไปศาล ยุติ ธรรมด้วยตนเอง

หรือแม้กระทั่งไม่มีเหตุความเจ็บป่วย หลักการคือต้องให้จำเลยประกันเป็นหลัก การไม่อนุญาตให้ประกันเป็นข้อยกเว้นมิใช่หรือ หรือเราเรียนกฎหมายมาคนละตำรากับศาล นักกฎหมายท่านไหนมีความเห็นต่างเชิญแลกเปลี่ยนได้ค่ะ”

คำชี้แจงจากนักวิชาการที่ใช้ตำแหน่งประกันตัวให้อากง
นอกจากนี้พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในนักวิชาการที่ยื่นประกันตัวอากงโพสต์ในเฟซบุ๊คว่า "....... ขอชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียดอีกที วันที่ 20 ก.พ.นักวิชาการ 7 คนยื่นขอประกันอากงต่อศาลอุทธรณ์ (เป็นครั้งที่ 7) วันที่ 23 ก.พ.ศาลไม่ให้ประกัน, วันที่ 8 มี.ค.ยื่นอีกครั้งต่อศาลฎีกาโดยใช้ชื่อนักวิชาการกลุ่มเดิม ครั้งที่ 8 , 13 มี.ค.ศาลฎีกามีคำสั่่งปฏิเสธอีกเช่นเคย เรื่องขออภัยโทษเกิดขึ้นหลังจากการประกันสิ้นสุดแล้ว ไม่เกี่ยวกันเลย วันที่ไปยื่นขอประกันในชั้นศาลอุทธรณ์ ทั้งญาติและทนายก็ยังไม่ตัดสินใจว่าจะขออภัยโทษ เขาทำใจไม่ได้ที่จะต้องรับผิดกับสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ นอกจากนี้ ถ้าอ่านข่าวที่มากับข่าวการเสียชีวิตของอากง ทนายอานนท์ก็บอกแล้วว่า ยังไม่ได้ยื่นเรื่องขออภัยโทษเลย.."

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยื่นคำร้องของประกันตัวของนายอำพลคือ เขาได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวทั้งระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น และระหว่างอุทธรณ์รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง และได้อุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว 3 ครั้ง และในการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ วันที่ 23 ก.พ. ในการขอประกันตัวชั้นอุทธรณ์ครั้งแรกโดยในครั้งนี้ใช้ตำแหน่งของนักวิชาการ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวม 7 คน ศาลอุทธรณ์ระบุเหตุผลในการยกคำร้องว่า

"พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีกับพยานหลักฐานที่ศาล ชั้นต้นได้พิจารณาแล้วนับว่าร้ายแรง ประกอบกับข้อที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยังไม่มีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด หากให้ปล่อยตัวชั่วคราวไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะไม่หลบหนี และที่จำเลยอ้างเหตุความเจ็บป่วยไม่ปรากฏว่าถึงขนาดจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต ได้ ทั้งทางราชการก็มีโรงพยาบาลที่จะรองรับให้การรักษาจำเลยได้อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องและแจ้งเหตุการณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวให้จำเลยและผู้ขอ ประกัน ทราบโดยเร็ว"
http://www.prachatai.com/journal/2012/02/39377

จากนั้นทนายได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลฎีกาในวันที่ 8 มี.ค.โดยนักวิชาการกลุ่มเดิมเป็นผู้ยื่นประกัน ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้คำวินิจฉัยในวันที่ 15 มี.ค. ไม่ให้ประกันอากง โดยระบุเหตุผลว่า "พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องร้ายแรงประกอบกับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยถึง 20 ปี หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างความป่วยเจ็บนั้นเห็นว่า จำเลยมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยหน่วยงานของรัฐอยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวชอบแล้ว ยกคำร้อง"

http://prachatai.com/journal/2012/03/39683

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 119 ทวิ นั้นระบุว่าแม้คำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจะถูกยกไป และแม้เมื่ออุทธรณ์หรือฎีกาคำร้องแล้วศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา(แล้วแต่กรณี)จะ ไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว แต่ก็ไม่ตัดสิทธิที่จะร้องใหม่

"อากง" เคยได้ประกัน ชั้นสอบสวน
อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงเรื่องการประกันตัวของอากงยังมีมากกว่านั้นอีก นั่นคือ อากงเคยได้ประกันตัวในชั้นสอบสวน เป็นอิสระช่วงสั้นๆ ประมาณ 3 เดือนก่อนติดคุกยาวในชั้นพิจารณาคดี

หลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 ส.ค.53 เขาถูกคุมตัวในเรือนจำนวน 63 วัน ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว
จากนั้นในวันที่ 29 ก.ย.53 ทนายความยื่นประกันตัวครั้งที่สอง โดยใช้ที่ดินของญาติเป็นหลักทรัพย์ และเมื่อวันที่ 4 ต.ค.53 ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า หลักประกันน่าเชื่อถือได้ว่าจำเลยจะไม่หลบหนี

หลังจากนั้น ในวันที่ 18 ม.ค. 54 อัยการมีคำสั่งฟ้องนายอำพลเป็นจำเลยในคดีที่มีการส่งข้อความหมิ่นเบื้องสูง ไปยังนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญ มีความผิดตามมาตรา 14 (2), (3) ตามพ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวตเตอร์ฯ และมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา ในวันนั้นจำเลยเดินทางมาศาลตามนัดหมาย และถูกควบคุมตัวอีกครั้งโดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ให้เหตุผลว่า
“ข้อเท็จจริงตามข้อหาการกระทำความผิดตามฟ้องกระทบต่อความรู้สึกของ ประชาชนและ ความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง คดีอยู่ในชั้นพิจารณา หากผลการพิจารณาสืบพยานมีหลักฐานมั่นคงจำเลยอาจหลบหนี ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว”

เรื่องนี้ “ช็อค” เจ้าตัวและครอบครัวที่มารอฟังผลในวันนั้นอย่างมาก (อ่านเรื่องราวในวันดังกล่าวและสภาพครอบครัวได้ในรายงาน http://prachatai.com/journal/2011/01/32687)

แม้แต่เจ้าหน้าที่ของ ปอท. (กองบังคับการปรามปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำคดีอากงเองก็เคยเอ่ยปากในการพูดคุยกับนักวิจัยเกี่ยว กับกฎหมายนี้ว่า เป็นกรณีที่เขาเองก็งง เพราะเคยได้รับการประกันตัวมาแล้ว และเมื่อมีการนัดหมายในคดีก็มาโดยปกติ ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะหลบหนี

จากการพูดคุยกับผู้ต้องขังคดีเดียวกันที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำ เดียวกับอากง เขาให้ข้อมูลในช่วงเวลานั้นว่า การเข้าคุกเป็นครั้งที่สองสร้างผลกระทบด้านจิตใจให้อากงอย่างมาก และเขานอนร้องไห้อยู่หลายคืนกว่าจะเริ่มปรับตัวได้อีกครั้ง ท่ามกลางการดูแลของเพื่อนนักโทษที่เห็นใจในชะตากรรม โดยเฉพาะเพื่อนคนสนิท ธันย์ฐวุฒิ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ ในข้อหาเป็นเว็บมาสเตอร์เว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 13 ปี และในภายหลังได้ขอถอนอุทธรณ์และเตรียมขอพระราชทานอภัยโทษเช่นเดียวกับอากง

อ่านรายละเอียดคดี “อากง” http://freedom.ilaw.or.th/th/case/21
อ่านรายละเอียดคดี “ธันย์ฐวุฒิ” http://freedom.ilaw.or.th/th/case/19

=========================
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา 119 ทวิ ในกรณีที่ศาลสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ผู้ร้องขอมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ ดังต่อไปนี้
(1) คำสั่งของศาลชั้นต้น ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์
(2) คำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา
ให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้อง อุทธรณ์คำสั่งรีบส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมด้วยสำนวนความ หรือสำเนาสำนวนความเท่าที่จำเป็นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งโดยเร็ว
คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ไม่ อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวยืนตามศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำร้องให้ปล่อยชั่วคราวใหม่

ตั๊ก facebook สะท้านเมือง:เมื่อไรพวกสู้เพื่ออากงจะตายตกนรกตามกัน


ข้อความในเฟซบุ๊คของผู้ใช้ชื่อว่าบงกช คงมาลัยกรณีอากง ซึ่งแพร่สะพัดทางอินเตอร์เน็ตเมื่อค่ำวานนี้ แต่ยังไม่มีคำชี้แจงใดๆเพิ่มเติมจา่ก"ตั๊ก"บงกช คงมาลัย ว่าเป็นข้อความที่เธอได้โพสต์จริงหรือไม่


ที่มาของเรื่องนี้เกิดจากการที่ผู้ใช้ชื่อเฟซบุ๊คบงกช คงมาลัย เข้าไปเขียนโต้ตอบในเฟซบุ๊คของผู้ใช้ชื่อว่า สหายน้อย ชื่อที่คนทั้งซอยรุมรังแก

จากเว็บไซต Thai E-news

9 พฤษภาคม 2555

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม: คำแถลงการณ์เรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112

ในทุกวัน มีประชาชนชาวไทยหลายคนตระหนักถึงโศกนาถกรรมของการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 ในยุคใหม่ ทั้งนี้เป็นเพราะมีการการจับกุม การดำเนินคดี และการลงโทษอย่างทารุณที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ความกังวลเพิ่มระดับสูงขึ้น เพราะการกระทำอันป่าเถื่อนนี้ไม่ได้ทำลายเหยื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำลายประเทศชาติและสถาบันกษัตริย์อีกด้วย ประชาชนไืทยได้หมดความอดทนต่อกฎหมายที่ล้าหลัง และการบังคับใช้กฎหมายบทนี้อย่างไร้สติ
ข้อเท็จจริงคือประชาชนมองว่าประเทศไทยกำลังจะก้าวไปข้างหน้า

ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งต้องตระหนักด้วยว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกฎหมาย การปฏิรูปไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเพิ่มแรงสนับสนุนจากประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้ามาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการปฏิรูปนี้ยังไม่เกิดขึ้น เพราะแทนที่จะปกป้องประเทศชาติและสถาบันด้วยการยืนหยัดต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผู้แทนประชาชนอันทรงเกียรติกลับมุ่งเอาชนะคะคานกันว่าใครจะสุดโต่งและบ้าคลั่งมากกว่ากัน

ไม่น่าแปลกใจหากพรรคที่มีอุดมการณ์ไม่ตรงกับชื่ออย่างพรรคประชาธิปัตย์จะใช้กฎหมายมาตรา 112 ทำลายความเข้มแข็งของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าประชาชนจะรู้สึกไม่สบายใจกับการกระทำดังกล่าวมากขึ้นทุกวันก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ไม่สนใจที่เจะอาชนะในการเลือกตั้ง สำหรับพวกเขาแล้ว การทำให้รัฐบาลอ่อนแอคือการสร้างเชื้อเพลิงความเกลียดชังในกลุ่มคนบ้าคลั่งกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเป็นพวกเดียวที่ช่วยปูทางให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ.2551 รองโฆษกหัวรุนแรงหน้าใหม่ของพรรค นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูลทำงานอย่างเป็นอิสระเพราะการสมรู้ร่วมคิดโดยการเงียบเฉยของหัวหน้าพรรค นางสาวมัลลิกาทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตัวตลกเพราะข้อเสนอให้ปิดประเทศของเธอ เนื่องจากของความมั่นคงประเทศกำลังถูกคุกคามโดยเวปไซต์ยูทูปและเฟคบุ๊ค

พรรคเพื่อไทยรู้ดีกว่านี้ แกนนำพรรคและกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคต้องทนทุกข์จากความอัปยศทีู่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันเพราะเหตุผลทางการเมือง พวกเขาหลายคนเข้าใจดีว่ากฎหมายมาตรา 112 ทำลายประเทศชาติและสถาบันกษัตริย์อย่างไร และยังรู้ด้วยว่าประชาชนที่ถูกสังหารในปี 2553 เสียสละชีวิตของพวกเขาเพื่อสิ่ิงที่ยิ่งใหญ่กว่าการเปลี่ยนรัฐบาล เพราะเหตุนี้ มันจึงเป็นเรื่องน่าโมโหและผิดหวังมากกว่าที่ได้ยินสมาชิกในคณะรัฐมนตรีประกาศว่ารัฐบาลจะเพิ่มการสอดส่องพฤติกรรมของประชาชน ปิดกั้นข่าวสาร และจับกุมประชาชนมากขึ้น

เป็นไปได้ว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะรู้สึกกดดันให้ใช้คำพูดในลักษณะแบบนี้ และยึดแนวนโยบายของทหารและพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อจะทำให้กลุ่มอำมาตย์รู้สึกมั่นใจและป้องกันการเกิดรัฐประหารอีกครั้ง อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะต้องไม่อ่อนข้อให้กับกองทัพหรือพรรคทหาร โดยให้คนกลุ่มนี้มาควบคุมนโยบายเสรีภาพทางการแสดงออก ความกลัวว่าจะเกิดรัฐประหารไม่สามารถกลายเป็นอาวุธที่กลุ่มอำมาตย์ใช้ปราบปรามพรรคเพื่อไทยได้ แต่กลุ่มอำมาตย์จะทำให้เพื่อไทยแพ้ภัยตนเองโดยการทำให้เพื่อไทยทอดทิ้งอุดมการณ์ของตน และทำให้กับประชาชนที่สนับสนุนพรรคสงสัยว่าพวกเขาต่อสู่เพื่ออะไรกันแน่

รัฐบาลนี้ขึ้นสู่อำนาจมาตามแนวทางประชาธิปไตย และประชามติของประชาชนเพื่อจะนำพาประเทศก้าวข้ามผ่านหลุมกับดักของการไม่ยอมรับความแตกต่างและความกลัว ความสำเร็จและความชอบธรรมของรัฐบาลจะแสดงให้เห็นผ่านทางความสามารถของรัฐบาลที่จะรวมรวมความเข้มแข็งที่จะปฏิรูปตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่ถ่วงความเจริญของประเทศ การปฏิรูปนี้ไม่เพียงแต่จำเป็นสำหรับประเทศไทยในแง่ของการปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแนะนำในวันศุกร์ที่ผ่านมาเท่านั้น แม้แต่บุคคลที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมอย่าง นายอนันต์ ปัญยารชุนและคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติซึ่งจัดตั้งโดยรัฐบาลที่แล้วยังสนุบสนุนการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 อย่างครอบคลุม เนื่องจากจำนวนของประชาชนที่ถูกจับกุมมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าในอดีต ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะหันหน้ามาพูดคุยกันเรื่องอนาคตดประเทศอย่างเป็นมีวุฒิภาวะ

มันเป็นเรื่องชัดเจนว่าสมาชิกบางคนในพรรรคเพื่อไทยเชื่อว่การปรองดองสามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากนิติรัฐ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ การดำเนินคดีตามกฎหมายมาตรา 112 ละเมิดกฎขั้นพื้นฐานที่สุดของหลักนิติรัฐ นั้นคือ “หลักที่ว่าประชาชนต้องได้รับการชี้แจงบอกกล่าวถึงรายละเอียดของข้อกฎหมาย” เนื่องจากการที่ไม่สามารถเข้าใจอย่างชัดเจนได้ว่าข้อความใดบ้างถือเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่มีประชาชนที่ปฏิบัติตามกฎหมายคนไหนสามารถเข้าใจหลักกฎหมายได้อย่างครอบคลุมและเข้าใจ รวมไปถึงสามารถใช้สิทธิตามประชาธิปไตยได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ การข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี ลดตำแหน่ง และจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายมาตราอาญา112 ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาจึงไม่สามารถใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบที่อาจช่วยให้มีการใช้กฎหมายมาตราอาญา112 อย่างสมเหตุสมผลและยุติธรรมได้

เมื่อพิจารณาการลงโทษจำคุกในคดีละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ล่าสุด ซึ่งร้ายแรงกว่าผู้กระทำผิดฐานฆาตกรรม คนที่ถูกกล่าวหาจึงมีสถานะเป็นนักโทษทางการเมืองในทันที แม้แต่องค์กรนิรโทษกรรมสากลในประเทศไทยยังอดไม่ได้ที่จะให้ความเห็นกับสถานการณ์นี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าองค์กรนิรโทษกรรมสากลถูกกระตุ้นให้ทำในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ภายใต้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นั้นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าว่าการดำเนินคดีประเภทนี้ได้เดินทางมาถึงจุดที่บ้าคลั่งอย่างแท้จริง
robertamsterdam.com

ถึงคุณบุญยอด ไฮ ฮิตเล่อร์: จะคารวะฮิตเล่อร์ทั้งที ควรทำระหว่างส่องกระจก

โดย ศ. เกษียร เตชะพีระ
ที่มา Kasian Tejapira
5 พฤษภาคม 2555
ถึงคุณบุญยอด ไฮ ฮิตเล่อร์: จะคารวะฮิตเล่อร์ทั้งที ควรทำระหว่างส่องกระจก

ในบทความ 'Fascism Anyone?' ลงพิมพ์ในวารสาร Free Inquiry ฉบับประจำฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. ๒๐๐๓ หน้า ๒๐, Dr. Lawrence Britt นักรัฐศาสตร์ผู้ศึกษาระบอบเผด็จการฟาสซิสต์หลายประเทศได้แก่ระบอบของฮิตเล่อร์ในเยอรมนี (ค.ศ. ๑๙๓๓ – ๔๕), มุสโสลินีในอิตาลี (ค.ศ. ๑๙๒๒-๔๓), ฟรังโกในสเปน (ค.ศ. ๑๙๓๙-๗๕), ซูฮาร์โตในอินโดนีเซีย (ค.ศ. ๑๙๖๗-๙๘), และปิโนเช่ต์ในชิลี (ค.ศ. ๑๙๗๔-๙๐) ได้ประมวลสรุปบุคลิกเอกลักษณ์ที่ระบอบฟาสซิสต์ต่าง ๆ เหล่านี้มีร่วมกันไว้ ๑๔ ประการ ได้แก่: -
๑) ชูชาตินิยมอย่างแข็งกร้าวและพร่ำเพรื่อ (ไทยรบเขมรเพื่อเขาพระวิหาร?)
๒) เมินเฉยไม่นำพาสิทธิมนุษยชน (ผู้ต้องหาการเมืองเกลื่อนกลาด)
๓) ปลุกผี “ศัตรู” ขึ้นมาเป็นแพะรับบาปเพื่อสร้างความสามัคคีบนพื้นฐานความเกลียดกลัว (ผังล้มเจ้า)
๔) ทหารเป็นใหญ่ในบ้านเมือง (คปค., รัฐบาลตั้งในค่ายทหาร)
๕) กดขี่ทางเพศอย่างแพร่หลาย (ดูภาพโป๊ในสภา)
๖) ปิดปากควบคุมสื่อมวลชน (เซ็นเซ่อร์สื่อ)
๗) หมกมุ่นฝังหัวเรื่อง “ความมั่นคงแห่งชาติ” (ศอฉ., กอ.รมน.)
๘) รัฐบาลพัวพันอีนุงตุงนังกับศาสนจักร (เตรียมออกกฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนา)
๙) ปกป้องอำนาจกลุ่มธุรกิจ (ปล่อยนายทุนเลิกจ้างคนงานอย่างพลการ)
๑๐) กดขี่ขบวนการแรงงาน (ไม่นำพาคนงานถูกเลิกจ้างเพราะตั้งสหภาพ)
๑๑) ดูหมิ่นถิ่นแคลนปัญญาชนและศิลปวรรณกรรม (ส.ส.บุญยอด เรียกร้องไม่ให้นักวิชาการใช้สถานที่ราชการจัดกิจกรรมแก้ไขม.๑๑๒)
๑๒) ปราบปรามลงโทษอาชญากรรมด้วยอำนาจอาญาสิทธิ์ (ฆ่าตัดตอนผู้ต้องสงสัยค้ายา)
๑๓) การเล่นพวกพ้องและทุจริตคอร์รัปชั่นแพร่ระบาด (ขี้เกียจนับ)
๑๔) โกงเลือกตั้ง (ขี้เกียจนับ)
น่าสนใจจะลองติ๊กดูว่ารัฐบาลชุดใด (ยิ่งลักษณ์? อภิสิทธิ์? สมชาย? สมัคร? สุรยุทธ์? ทักษิณ?) มีบุคลิกลักษณะเข้าข่ายบ้างไหม อย่างไร กี่ข้อใน ๑๔ ประการข้างต้น?

ท่านอยากให้ใครเป็นนายก

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | Design Blog, Make Online Money